Previous slide
Next slide
Previous slide
Next slide

ปัญหารอบดวงตาอย่าง ริ้วรอยใต้ตา ตาลึก ตาโหล ขอบตาดำ ถุงใต้ตา เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ใบหน้าดูโทรมแก่กว่าวัย ดูไม่สดใส ดูโทรม ซึ่งบางคนอาจส่งผลกระทบต่อความมั่นใจและบุคลิกภาพได้ แต่ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป เพราะปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

การฉีดการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

ร่องใต้ตา ตาลึก ตาโหล หรือขอบตาดำ มักเกิดจากการสูญเสียคอลลาเจนใต้ผิวหนังรอบดวงตาจากการที่อายุเพิ่มมากขึ้น หรือเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ อย่าง การสืบทอดพันธุกรรม โรคภูมิแพ้ หรือการใช้สายตาไม่ถูกต้องจนทำให้กล้ามเนื้อรอบดวงตาหย่อนคล้อย ซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยการมาหาคุณหมอที่ใจรักษ์คลินิก เพื่อทำการประเมิน และรักษาด้วยการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาได้เลย

แต่สำหรับใครที่ต้องการหาข้อมูลเพิ่มเติม สามารถอ่านข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการฉีดใต้ตาด้วยฟิลเลอร์ที่ด้านล่างได้เลย มีครบทั้งขั้นตอนการฉีด การเตรียมตัวก่อน – หลังฉีดฟิลเลอร์ ผลข้างเคียงที่สามารถเกิดขึ้นได้ พร้อมรีวิวการฉีดฟิลเลอร์บริเวณใต้ตาที่ใจรักษ์คลินิก รับรองว่าคุณจะรู้จักการฉีด Filler ใต้ตามากยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน

รีวิวการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาที่ใจรักษ์คลินิก

https://youtu.be/CusiTs3uJbgเลือกอ่านหัวข้อที่สนใจเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาคืออะไร?

การฉีด Filler ใต้ตา คือ การฉีดสารเติมเต็มในกลุ่มไฮยาลูรอนิคแอซิด (Hyaluronic Acid) หรือที่เรียกว่า “HA” เข้าไปที่บริเวณใต้ดวงตา เพื่อเติมเต็มผิวหนังบริเวณรอบดวงตาให้เต็มขึ้น ช่วยแก้ไขปัญหาริ้วรอยใต้ตา ตาลึก ตาโหล ขอบตาดำ ได้อย่างตรงจุด สามารถเห็นผลลัพธ์ได้ทันทีหลังฉีด โดยที่ไม่ต้องผ่าตัด

สิ่งที่ควรรู้ก่อนไปฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

1.) อันตรายของฟิลเลอร์ใต้ตา

เนื่องจากดวงตาเป็นอวัยวะที่สำคัญ และหลายคนที่อยากจะฉีดฟิลเลอร์ตามีความกังวลอย่างมาก จึงต้องมีการศึกษาข้อมูล และเลือกให้ดีก่อนที่จะตัดสินใจฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา โดยปกติแล้วการฉีดฟิลเลอร์มีความปลอดภัยสูง หากได้รักษากับแพทย์ที่มีประสบการณ์ จะมีความปลอดภัยไม่อันตรายอย่างแน่นอน

คลินิกที่เข้ารับบริการก็ควรจะศึกษาก่อนที่จะฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา โดยจะต้องเลือกคลินิกที่มีความน่าเชื่อถือและมีแพทย์ผู้มีประสบการณ์เท่านั้น รวมถึงมีใบประกอบการถูกต้อง มีรีวิวที่ได้ผลลัพธ์ที่ดี

สิ่งที่สำคัญที่สุดคือฟิลเลอร์ที่ฉีดจะต้องดูให้ครบถ้วนและมั่นใจว่าเป็นฟิลเลอร์แท้เท่านั้น เพราะฟิลเลอร์แท้จะสามารถสลายได้หมด ไม่มีสารตกค้าง และไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย

การฉีดฟิลเลอร์แท้นั้น เมื่อฟิลเลอร์แท้ละลายออกบริเวณที่ฉีดจะเหลือเป็นอิลาสตินและคอลลาเจนที่ร่างกายเราสร้างขึ้นมาระหว่างที่ฟิลเลอร์คงอยู่ ผลลัพธ์หลังจากที่ฟิลเลอร์สลายแล้วจะดีกว่าตอนฉีดฟิลเลอร์ จะมีความชุ่มชื้นกว่าตอนแรก เหมือนมีน้ำมาหล่อเลี้ยงผิวบริเวณนั้น

เนื่องจากฟิลเลอร์แท้มีราคาสูง จึงทำให้ฟิลเลอร์ปลอมถูกนำเข้ามาใช้ เพราะมีราคาที่ถูกกว่า หากพบเจอคลินิกที่มีราคาถูกเกินจริง ไม่ควรเข้าไปใช้บริการเพราะ มีความเสี่ยงว่าจะเป็นฟิลเลอร์ปลอม ซึ่งฟิลเลอร์ปลอมนั้นก็มีหลากหลายรูปแบบ เช่น ซิลิโคนเหลว หากมีการฉีดฟิลเลอร์ปลอมเข้าไปนั้น จะทำให้เกิดอาการบวม อักเสบขั้นรุนแรง และรุนแรงที่สุดก็คือตาบอด

2.) ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาที่ไหนดี ปลอดภัยได้มาตรฐาน

การเลือกที่ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เป็นสิ่งสำคัญเพราะต้องเป็นคลินิกที่ได้มาตรฐาน ปลอดภัย และผลลัพธ์ที่ได้ออกมาไม่ผิดหวัง ดูเป็นธรรมชาติ และไม่เกิดผลข้างเคียงที่ไม่ดี เราควรเลือกคลินิกที่ได้มาตรฐาน โดยสามารถดูจากลักษณะดังนี้

  • เป็นคลินิกที่ได้มาตรฐาน มีใบรับรอง น่าเชื่อถือ
  • แพทย์มีประสบการณ์ และให้คำแนะนำที่ดี มีความชำนาญในการปรับรูปหน้าโดยการใช้ฟิลเลอร์
  • คลินิกให้บริการฉีดฟิลเลอร์ที่เป็นฟิลเลอร์แท้ ได้มาตรฐาน
  • ดูรีวิวจากที่ๆมีความน่าเชื่อถือเช่น Facebook Community เว็บไซต์คลินิก แหล่งรีวิวต่างๆที่เป็นการรีวิวจริง

3.) ฟิลเลอร์ใต้ตา ต้องใช้กี่ CC และรุ่นไหนดี

การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตานั้น ปริมาณในการใช้จะมีหน่วยเป็น Cubic Centimeter หรือภาษาไทยเรียกว่า “ลูกบาศก์ เซนติเมตร” แต่ที่นิยมใช้เรียกกันจะเรียกว่า CC (ซีซี)

ปริมาณของฟิลเลอร์ที่ใช้ในการฉีดนั้นจะอยู่ระหว่าง 1-2 ซีซี ต่อใต้ตาทั้งสองข้าง ปริมาณที่ชัดเจนนั้นขึ้นอยู่กับคุณหมอจะพิจารณาเป็นรายบุคคล เพราะจะต้องดูจากพื้นฐานโครงสร้าง ของใบหน้าของแต่ละคนซึ่งมีความแตกต่างกัน กรณีคนที่มีอายุมาก เนื้อเยื้อ และโครงหน้ามีการยุบตัวลงไปเป็นร่องลึก ก็จะทำให้ต้องใช้ฟิลเลอร์ในปริมาณที่มากกว่า ซึ่งจะใช้อยู่ที่ 2 CCในบางกรณีต้องการเติมเพื่อให้หน้าดูเด็ก และสดใสขึ้น หรือที่เรียกว่าดอลลี่อาย ซึ่งเป็นที่นิยมกันในขณะนี้ อาจจะใช้ฟิลเลอร์เพียง 1 CC เท่านั้น

รุ่นของฟิลเลอร์มีความแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับโครงหน้าของแต่ละบุคคล  ซึ่งฟิลเลอร์ที่เหมาะสำหรับ ฉีดบริเวณรอบดวงตา มีดังนี้ 

Restylane เป็นฟิลเลอร์ที่ได้มีการผลิตมาอย่างยาวนาน และเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ผลิตโดยบริษัทในประเทศสวีเดน ซึ่งผ่านการรับรองจาก FDA  และกระบวนการผลิตมีการพัฒนากันมาอย่างต่อเนื่อง

ฟิลเลอร์ของ Restylane มีทั้งหมด 2 เทคโนโลยีขนาดโมเลกุลคือ คือ NASHA technology และ OBT technology ทำให้มีคุณสมบัติที่สามารถฉีดได้ในหลากหลายบริเวณและแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่สุดรวมถึงมีความปลอดภัยสูงสุดอีกด้วยไม่ทำให้เกิดอาการระคายเคืองหรือแพ้ 

  • NASHA technology หรือ Non-Animal Stabilized Hyaluronic Acid Technology เป็นฟิลเลอร์ที่มีความคงตัว ถูกนำมาใช้กันอย่างแพร่หลาย เพราะมีความปลอดภัย และมีการป้องกันอาการแพ้ เนื้อเจลมีขนาดเล็กและขนาดปานกลางในเนื้อของฟิลเลอร์ ซึ่งทำให้มีคุณสมบัติในการดึงโมเลกุลน้ำเข้ามาเก็บไว้ และหลังจากฉีดจะไม่มีอาการไหลไปตามบริเวณต่างๆ ฉีดแล้วทำให้ผิวชุ่มชื้น สามารถอยู่ได้  6 เดือนถึง 1 ปี  หรือบางรุ่นจะสามารถอยู่ได้ถึง 2 ปี อ้างอิงจากผลวิจัยล่าสุด
  • OBT Technology หรือ Optimal Balance Technology เป็นรุ่นที่ผลิตออกมาหลัง  NASHA techology แต่ก็มีการถูกนำไปเลือกใช้กันทั่วโลกเช่นกัน เพราะเนื้อของฟิลเลอร์มีคุณสมบัติในการยืดหยุ่น มีความคงตัว สามารถจัดแต่งรูปทรงได้หลากหลาย เหมาะสำหรับแก้ไขปัญหาต่างๆ และใช้เติมเต็มได้ดี 

ข้อดีของการฉีดใต้ตาด้วยฟิลเลอร์

การฉีด Filler ใต้ตาด้วยสาร Hyaluronic Acid มีข้อดีหลายอย่างมาก เช่น

  • สามารถช่วยแก้ไขปัญหาใต้ตาได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น ริ้วรอยใต้ตา ร่องลึก ใต้ตามคล้ำ หรือถุงใต้ตา
  • เป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพ และเห็นผลทันทีหลังฉีด
  • ไม่ต้องผ่าตัด ไม่ต้องพักฟื้นนาน
  • Hyaluronic Acid เป็นสารที่พบได้ในร่างกายของมนุษย์ จึงทำให้เสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้ได้น้อย สามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ ไม่ทิ้งสารตกค้างในร่างกาย
  • Hyaluronic Acid เป็นสารที่อุ้มน้ำได้ดี ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นให้กับผิว และทำให้ผิวเรียบเนียน

ข้อเสียของการฉีดใต้ตาด้วยฟิลเลอร์

แม้ว่าจะมีข้อดีหลายอย่าง แต่การฉีด Filler ใต้ตาก็มีข้อเสียด้วยเช่นกัน ดังนี้

  • ฟิลเลอร์ เป็นหัตถการที่มีราคาค่อนข้างสูง
  • ผลลัพธ์ของการฉีดฟิลเลอร์ไม่ถาวร โดยจะอยู่ได้ประมาณ 12 – 24 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ และถ้าหากทำกิจกรรมที่สัมผัสความร้อนบ่อย ๆ เช่น ออกกำลังกาย ซาวน่า เลเซอร์หน้า หรือพักผ่อนน้อย หรือดื่มน้ำน้อย ก็จะทำให้ฟิลเลอร์สลายไวมากขึ้น
  • ฟิลเลอร์จะสลายได้ง่ายในคนที่มีอายุมาก และมีสภาพผิวที่หย่อนคล้อย
  • การฉีดฟิลเลอร์ที่ใต้ตาอาจเป็นอันตรายได้ เช่น ฟิลเลอร์เป็นก้อนใต้ตา หรือตาบอด หากฉีดกับแพทย์ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญ

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาช่วยแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง?

การฉีดใต้ตาด้วยฟิลเลอร์ สามารถช่วยแก้ไขปัญหาใต้ตาได้หลายอย่าง ดังนี้

  • แก้ปัญหาริ้วรอย รอยตีนกา : จะมีลักษณะเป็นเส้นบริเวณหางตาและรอบดวงตา ทำให้ดูแก่กว่าวัย นอกจากจะพบในคนที่มีอายุมากแล้ว ยังสามารถพบในกลุ่มคนที่มีอายุน้อยได้ด้วย เช่น บางคนอาจจะเกิดเวลายิ้ม โดยจะขึ้นเป็นเส้นบริเวณหางตา ฟิลเลอร์ก็สามารถช่วยแก้ปัญหาตรงนี้
  • แก้ปัญหาใต้ตาดำ ขอบตาคล้ำ ที่เกิดจากเส้นเลือดและสีของกล้ามเนื้อ : ในคนที่มีผิวหนังใต้ตาบางจะทำให้เห็นเส้นเลือดและสีของกล้ามเนื้อใต้ตาชัดเจน ซึ่งการฉีดฟิลเลอร์เข้าไปบริเวณใต้ตาจะช่วยบังสีของกล้ามเนื้อ และทำให้รอยคล้ำดูจางลงได้
  • แก้ปัญหาถุงใต้ตาหย่อนคล้อย : เป็นปัญหาที่มาพร้อมกับอายุที่เพิ่มมากขึ้น ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ แต่การฉีดฟิลเลอร์จะช่วยเติมเต็มผิวรอบดวงตาให้ดูเต่งตึงขึ้นได้
  • แก้ปัญหาเบ้าตาลึก ตาโหล ร่องใต้ตา : เกิดจากการสูญเสียคอลลาเจน หรือไขมันรอบดวงตาจากการที่อายุเพิ่มมากขึ้น ซึ่งการฉีดฟิลเลอร์จะช่วยเติมเต็มช่องว่างที่เกิดจากการสูญเสียคอลลาเจน และทำให้เบ้าตาดูตื้นขึ้นได้

ใครเหมาะกับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

ผู้ที่เหมาะกับการฉีด Filler ใต้ตา มีดังนี้

  • ผู้ที่มีปัญหาริ้วรอยใต้ตา ตาลึก ตาโหล ขอบตาดำ แล้วไม่อยากผ่าตัด
  • ผู้ที่ต้องการผลลัพธ์อย่างรวดเร็ว
  • ผู้ที่ต้องการแก้ไขปัญหาใต้ตาจากพันธุกรรม
  • ผู้ที่ไม่มีเวลาพักฟื้น ไม่อยากลางาน
  • ผู้ที่ต้องการดูแลรอบดวงตาให้ดูสดใสมากยิ่งขึ้น

ใครไม่ควรฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

ผู้ที่ไม่เหมาะกับการฉีด Filler ใต้ตา มีดังนี้

  • ผู้ที่มีถุงใต้ตาเทียมที่เกิดจากพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม เช่น การอดนอน หรือการขยี้ตาบ่อย ๆ เพราะสามารถหายได้ด้วยตนเอง
  • ผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์ และอยู่ในภาวะให้นมบุตร
  • ผู้ที่ใต้ตาหย่อนคล้อยมาก หรือถุงใต้ตาใหญ่มาก จนไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการฉีดฟิลเลอร์
  • ผู้ที่มีอาการแพ้ Hyaluronic Acid
  • ผู้ที่มีโรคติดต่อในบริเวณที่ฉีด เพราะอาจทำให้ติดเชื้อได้

การเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

เพื่อให้การฉีดใต้ตาด้วยฟิลเลอร์มีความปลอดภัยมากขึ้น เรามีคำแนะนำในการเตรียมตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์มาฝาก ดังนี้

  • งดรับประทานยา หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่มีฤทธิ์ต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน, ไอบูโพรเฟน, ไดโคลฟีแนค, พอนสแตน, วิตามินอี, น้ำมันปลา, ใบแปะก๊วย, โสม, St. John’s wort และน้ำมันกระเทียม อย่างน้อย 1 สัปดาห์ เพราะจะทำให้เลือดหยุดไหลช้าและมีอาการบวมช้ำมากกว่าปกติ
  • งดทายาชนิดผลัดเซลล์ผิวบริเวณที่จะฉีดฟิลเลอร์ อย่างน้อย 1 สัปดาห์
  • หากมีโรคประจำตัว มีประวัติแพ้ยา หรือกำลังรับประทานยารักษาโรคเป็นประจำ จะต้องแจ้งให้แพทย์ทราบก่อน
  • งดการทำเลเซอร์บริเวณที่ต้องการฉีดฟิลเลอร์ อย่างน้อย 3 วัน
  • งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีด เช่น อบซาวน่า หรือออกกำลังกายหนัก อย่างน้อย 24 ชั่วโมงก่อนทำ
  • ควรศึกษาข้อมูลของคลินิกที่ต้องการเข้าใช้บริการ ผลิตภัณฑ์ ประวัติคุณหมอ และรีวิวโดยละเอียด
  • ก่อนวันฉีดฟิลเลอร์ ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ

ขั้นตอนการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

สำหรับใครที่สนใจฉีดใต้ตาด้วยฟิลเลอร์แล้ว สามารถนัดหมายเข้ามาปรึกษาคุณหมอที่ใจรักษ์คลินิกได้เลย โดยขั้นตอนการฉีด Filler ใต้ตา มีดังนี้

  • คุณหมอประเมินสภาพใบหน้าให้อย่างละเอียด พร้อมวางแผนการรักษาปัญหาที่คนไข้กังวล
  • หากตรวจพบว่าปัญหาสามารถแก้ไขได้ด้วยการฉีดฟิลเลอร์ คุณก็จะทำการฉีดฟิลเลอร์ให้เลย
  • หลังจากฉีดฟิลเลอร์เสร็จแล้ว สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ ไม่ต้องพักฟื้น

การดูแลตัวเองหลังฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา?

หลังจากที่ฉีดใต้ตาด้วยฟิลเลอร์แล้ว ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของคุณหมออย่างเคร่างครัด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรักษาและป้องกันการเกิดผลข้างเคียงที่เป็นอันตราย โดยคุณหมออาจแนะนำให้ดูแลตัวเอง ดังนี้

  • ในช่วง 12 ชั่วโมงแรก ควรหลีกเลี่ยงการนอนราบ งดแต่งหน้า และงดใช้ครีมบำรุงทุกชนิด
  • ในช่วง 48 ชั่วโมงแรก ควรหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนัก การสัมผัสความร้อน และการถูหน้าแรง ๆ
  • ในช่วง 1 – 2 วันแรก อาจมีอาการปวด สามารถรับประทานยาแก้ปวดเพื่อบรรเทาอาการได้
  • ในช่วง 2 สัปดาห์แรก ควรหลีกเลี่ยงการทำหัตถการอื่น ๆ เช่น ทำ HIFU เลเซอร์หน้า ฉีดฝ้า หรือฉีดโบทูลินัมท็อกซิน บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์
  • ไม่ควรขยับใบหน้าเยอะในช่วง 3 วัน หลังจากทำเพราะทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนที่ผิดตำแหน่งได้
  • หลีกเลี่ยงการเข้าซาวน่า อบไอน้ำ หรือการล้างหน้าด้วยน้ำร้อน เพื่อยืดอายุของฟิลเลอร์ให้นานมากขึ้น
  • หลีกเลี่ยงการแตะ แกะ เกา กด หรือนวด บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ แม้ว่าจะมีอาการคันมากก็ตาม
  • ดื่มน้ำมาก ๆ อย่างน้อย 2 ลิตรต่อวัน เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับผิว ช่วยให้ฟิลเลอร์ที่ฉีดไปอุ้มน้ำและฟูมากขึ้น มีอายุอยู่ได้นานมากขึ้น

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

หลังจากฉีดฟิลเลอร์ที่ใต้ตาแล้ว อาจเกิดรอยแดงจากเข็ม อาการบวม และอาการอักเสบได้ ซึ่งเป็นอาการปกติที่พบได้ทั่วไปจากการฉีดฟิเลอร์ ส่วนใหญ่จะหายได้เองภายใน 2 – 3 วัน และจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจนภายใน 1 – 2 สัปดาห์

เมื่อไรควรไปพบแพทย์

หากหลังจากฉีดฟิลเลอร์ที่ใต้ตาแล้ว มีอาการปวดมาก บวมแดง มีการติดเชื้อ หรือผิวหนังบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์มีสีคล้ำ หรือมีสีซีด จะต้องไปพบแพทย์ทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของการฉีดฟิลเลอร์เข้าเส้นเลือด ซึ่งจะต้องรักษาด้วยการฉีดสลายฟิลเลอร์ทันที

ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาาที่ไหนดี?

การฉีดฟิลเลอร์รอบดวงตานั้น จะต้องทำกับแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการฉีดฟิลเลอร์โดยเฉพาะ เพราะเป็นบริเวณที่มีเส้นเลือดใหญ่ที่สำคัญอยู่หลายเส้น หากเกิดความผิดพลาดก็อาจเสี่ยงทำให้ตาบอด เนื้อตาย หรือเป็นอัมพาตได้ ด้วยเหตุนี้การเลือกสถานที่ฉีด Filler ใต้ตา จึงเป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญมาก

วิธีการเลือกคลินิก หรือโรงพยาบาลฉีดฟิลเลอร์บริเวณใต้ตา ควรเลือกจาก 5 ปัจจัย ได้แก่

  • ผลิตภัณฑ์ฟิลเลอร์ที่ใช้ฉีดสามารถตรวจสอบข้อมูลได้จริง มั่นใจว่าเป็นของแท้อย่างแน่นอน
  • สามารถตรวจสอบประวัติแพทย์ที่ให้บริการผ่านฐานข้อมูลแพทยสภาได้
  • สถานที่เข้ารับบริการได้มาตรฐานระดับสากล สะอาด ปลอดภัย มีใบอนุญาตอย่างถูกต้อง
  • มีรีวิวจากผู้ใช้บริการจริง ทั้งภาพรีวิวก่อนทำและหลังทำ
  • มีราคาค่าบริการที่เหมาะสม ไม่สูง หรือต่ำกว่าคลินิก หรือโรงพยาบาลอื่น ๆ มากเกินไป

สำหรับใครที่สนใจฉีดใต้ตาด้วยฟิลเลอร์ สามารถเข้ามาขอรับคำปรึกษากับแพทย์ที่ใจรักษ์คลินิกได้เลย เรามีทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการฉีดฟิลเลอร์คอยดูแลทุกเคสด้วยความใส่ใจ มั่นใจได้เลยว่า จะได้รับการดูแลที่เหมาะสมกับตนเองมากที่สุด

ข้อควรปฏิบัติในการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

1.) การปฏิบัติตัวก่อนฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

ก่อนฉีดฟิลเลอร์
  • ศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา
  • เลือกคลินิกที่ให้บริการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาโดยศึกษาอย่างละเอียด
  • เลือกดูรีวิวที่น่าเชื่อถือได้ และเป็นผู้ใช้บริการจริง
  • งดดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ 24 ชั่วโมง
  • หมดทำกิจกรรมที่ทำให้เลือดสูบฉีด
  • งดยาแอสไพริน, NSAIDs, วิตามิน และยาทาที่ทำให้ผลัดเซลล์ผิว

2.) การปฏิบัติตัวหลังจากฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

  • หลีกเลี่ยงความร้อนทุกชนิด เนื่องจากฟิลเลอร์ไม่ชอบความร้อน หากอยู่ในความร้อนหรือทานของที่มีอุณหภูมิสูงจะทำให้ฟิลเลอร์สลาย
  • ขั้วหลอดเลเซอร์ลงบนชั้นผิวเป็นระยะเวลา 1 เดือน
  • ดื่มน้ำให้มากๆเพื่อให้ฟิลเลอร์อยู่ได้นานยิ่งขึ้น
  • หากมีอาการบวมแดง สามารถทานยาแก้ปวดลดบวมได้
  • ไม่ควรแตะ แกะ เกา ในบริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์
  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารที่มีรสเผ็ดมาก อาหารหมักดอง
  • งดการสูบบุหรี่
  • ไม่ควรขยับใบหน้าเยอะในช่วง 3 วัน หลังจากทำเพราะทำให้ฟิลเลอร์เคลื่อนที่ผิดตำแหน่งได้

รวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

นอกจากข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการฉีดใต้ตาด้วยฟิลเลอร์แล้ว เรายังได้รวบรวมคำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีด Filler ใต้ตา มาด้วย ใครที่มีข้อสงสัยเกี่ยวกับการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา สามารถดูคำถามและคำตอบได้ที่นี่เลย

1. ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาอันตรายไหม ทำให้ตาบอดจริงหรือเปล่า?

การฉีด Filler ใต้ตา เป็นการทำหัตถการที่มีความละเอียดซับซ้อนและต้องอาศัยความชำนาญอย่างมาก เพราะดวงตาเป็นอวัยวะที่มีความสำคัญ อีกทั้งบริเวณรอบดวงตายังมีเส้นเลือดใหญ่ที่สำคัญหลายเส้นด้วย หากฉีดฟิลเลอร์พลาดเข้าไปในเส้นเลือดใหญ่ก็อาจส่งผลให้ตาบอดได้

อย่างไรก็ตาม การฉีดใต้ตาด้วยฟิลเลอร์ที่เป็นของแท้ ฉีดโดยคุณหมอที่มีความเชี่ยวชาญด้านการฉีดฟิลเลอร์โดยเฉพาะ จะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโอกาสตาบอดได้ และถึงแม้จะฉีดเข้าเส้นเลือด คุณหมอก็จะรู้ได้อย่างรวดเร็ว และฉีดสลายฟิลเลอร์ทันที จึงทำให้มีความปลอดภัยมากขึ้น

2. ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาใช้กี่ CC?

ปริมาณฟิลเลอร์ที่ใช้ฉีดใต้ตา จะขึ้นอยู่กับปัญหาใต้ตาและโครงสร้างใบหน้าของแต่ละบุคคล โดยส่วนใหญ่แล้วจะอยู่ที่ 1 – 2 CC ต่อใต้ตาทั้งสองข้าง อย่างไรก็ตาม หากอยากทราบปริมาณที่ชัดเจน สามารถมาให้คุณหมอที่ใจรักษ์คลินิกประเมินได้เลย

3. ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตายี่ห้อไหนดี?

ที่ใจรักษ์คลินิกนั้น เราเลือกใช้ฟิลเลอร์ยี่ห้อ Restylane จากประเทศสวีเดน ซึ่งเป็นฟิลเลอร์ที่มีการผลิตมาอย่างยาวนาน และเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ผ่านการรับรองจาก FDA มี 2 เทคโนโลยีขนาดโมเลกุลที่เป็นเอกสิทธิ์เฉพาะ ได้แก่ NASHA technology และ OBT technology ทำให้มีคุณสมบัติที่สามารถฉีดได้ในหลากหลายบริเวณ ช่วยแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพที่ มีความปลอดภัยสูงสุด เสี่ยงต่อการเกิดการระคายเคืองได้น้อย

4. ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตากี่วันเห็นผล?

การฉีด Filler ใต้ตา จะเห็นผลทันทีหลังทำ อย่างไรก็ตาม ในช่วง 2 – 3 วันแรกจะมีอาการบวมช้ำหลังฉีด และจะค่อย ๆ เข้าที่เมื่อระยะเวลาผ่านไป โดยจะเห็นผลลัพธ์ชัดเจนที่สุดภายใน 2 – 3 สัปดาห์

5. ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาอยู่ได้ถาวรไหม?

ผลลัพธ์ของการฉีดใต้ตาด้วยฟิลเลอร์จะอยู่ได้ประมาณ 12 – 24 เดือน ขึ้นอยู่กับยี่ห้อฟิลเลอร์ที่เลือกใช้ และการดูแลสุขภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

6.ฉีดใต้ตาเจ็บไหม?

ก่อนฉีดฟิลเลอร์บริเวณใต้ตา แพทย์จะมีการทายาชาที่ใต้ตาก่อน ซึ่งจะช่วยบรรเทาอาการเจ็บได้มาก ทำให้รู้เจ็บในระดับเล็กน้อยเท่านั้น

7. ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาสลายได้ไหม?

ในกรณีที่เป็นฟิลเลอร์แท้ในกลุ่ม Hyaluronic Acid สามารถฉีดสลายได้ด้วยเอนไซม์ Hyaluronidase (HYAL)

8. ฉีดฟิลเลอร์ใต้ตาราคาเท่าไร?

ราคาการฉีด Filler ใต้ตา จะอยู่ที่ประมาณ 10,000 – 20,000 บาท

สรุปเรื่องการฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา

การฉีดฟิลเลอร์ใต้ตา เป็นการฉีด Filler ในกลุ่ม Hyaluronic Acid เข้าไปบริเวณใต้ตา เพื่อเติมเต็มช่องว่างที่เกิดจากการสูญเสียคอลลาเจน หรือไขมันจากสาเหตุต่าง ๆ ช่วยแก้ไขปัญหาร่องใต้ตา ตาลึก ตาโหล ถุงใต้ตา ให้ดูตื้นมากขึ้น หรือช่วยแก้ไขปัญหาใต้ตาดำจากสีกล้ามเนื้อ นับเป็นการฉีดใต้ตาที่มีความปลอดภัย เพราะสาร Hyaluronic Acid เป็นสารที่พบได้ในร่างกายมนุษย์ เสี่ยงต่อการเกิดอาการแพ้ได้น้อย สามารถสลายได้เองตามธรรมชาติ ไม่ตกค้างในร่างกาย

บริการของใจรักษ์

หมายเหตุ : ผลลัพธ์ขึ้นอยู่แต่ละบุคคล

FILLER

ลดริ้วรอย

ULTRAFORMER III &HIFU

THERMAGE

ร้อยไหม

MESO

IV DRIP

TREATMENT

ติดต่อสอบถาม / ปรึกษาคุณหมอฟรี