โปรแกรมฉีดโบท็อกซ์ยี่ห้อไหนดี แนะนำคู่มือก่อนทำหัตถการ !

โบท็อก

Key Takeaways

โปรแกรมฉีดโบท็อกซ์เป็นหัตถการยอดนิยมสำหรับลดเลือนริ้วรอยและลดกล้ามเนื้อกราม มีจุดเด่นคือใช้เวลาไม่นานและไม่ต้องพักฟื้น ความปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญที่สุด จึงควรเข้ารับบริการกับแพทย์ ส่วนควรเลือกฉีดโบท็อกซ์ยี่ห้อไหนดี ให้เลือกผลิตภัณฑ์ที่ผ่าน อย. เช่น Allergan, Dysport, Xeomin, Nabota ฯลฯ ผลลัพธ์มักเริ่มเห็นความเปลี่ยนแปลงใน 3-14 วัน และคงสภาพอยู่ได้ 4-8 เดือน การเตรียมตัวก่อนฉีดและการปฏิบัติตามข้อควรระวังหลังฉีดอย่างเคร่งครัด จะช่วยรักษาคุณภาพของตัวยา ป้องกันการเสื่อมสภาพไว และลดความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะดื้อโบท็อกซ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

Table of Contents

โปรแกรมฉีดโบท็อกซ์ หัตถการยอดนิยมสำหรับผู้ที่ต้องการดูแลปัญหาริ้วรอยที่เกิดจากการขยับกล้ามเนื้อบนใบหน้า และปัญหากล้ามเนื้อกรามใหญ่จนทำให้หน้าดูบาน เนื่องจากเป็นโปรแกรมทางเลือกที่ใช้เวลาไม่นาน และไม่ต้องพักฟื้น 

อย่างไรก็ตามก่อนตัดสินใจเข้ารับบริการ สิ่งที่สำคัญคือต้องศึกษาข้อมูลให้ถี่ถ้วน และคำนึงถึงความปลอดภัยเป็นหลัก ซึ่งในบทความนี้ Jairuk Clinic ได้ทำการรวบรวมข้อมูลสำคัญของโปรแกรมโบท็อกซ์มาอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็น การเลือกฉีดโบท็อกซ์ยี่ห้อไหนดีจุดฉีดโบท็อกซ์สามารถทำตรงไหนได้บ้าง ตลอดจนการเตรียมตัว และดูแลตัวเองหลังทำหัตถการตามคำแนะนำของแพทย์

โปรแกรมโบท็อกซ์ คืออะไร ?

โบท็อกซ์ คือ สารสกัดจากแบคทีเรีย คลอสตริเดียม โบทูลินัม (Clostridium Botulinum) ที่นำมาใช้ในแวดวงความงาม เมื่อฉีดเข้าร่างกายไปเเล้วจะมีผลทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อลดลงชั่วคราว ที่สำคัญคือสามารถช่วยลดเลือนริ้วรอยต่าง ๆ ทำให้ผิวดูเรียบเนียนขึ้น ซึ่งชื่อทางการแพทย์ของสารตัวนี้คือ โบทูลินั่ม ท็อกซิน เอ (Botulinum Toxin A)

โบท็อกซ์ช่วยอะไร และฉีดโบท็อกซ์ตรงไหนได้บ้าง ?

จุดฉีดโบท็อกซ์นั้น สามารถทำได้หลายบริเวณ โดยการทำงานกับระบบประสาทเพื่อลดการขยับของกล้ามเนื้อ ซึ่งช่วยดูแลปัญหาต่าง ๆ ได้ ดังนี้

  • ลดเลือนริ้วรอยบริเวณใบหน้า เช่น ระหว่างคิ้ว หางตา ตีนกา และหน้าผาก
  • โปรแกรมฉีดโบท็อกซ์ลดกล้ามเนื้อกราม เพื่อปรับรูปหน้า
  • ลดริ้วรอยบริเวณคอ ร่องแก้ม
  • ลดการทำงานของต่อมเหงื่อบริเวณรักแร้
  • ช่วยลดความถี่ในผู้ที่มีอาการปวดหัวไมเกรน
  • ช่วยบรรเทาอาการกล้ามเนื้อกระตุก หรือปัญหาเกี่ยวกับการอั้นปัสสาวะ

โปรแกรมฉีดโบท็อกซ์อันตรายไหม ?

โดยปกติเเล้วการฉีดโบท็อกซ์จะมีความปลอดภัยเมื่ออยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ที่มีประสบการณ์ด้านการทำหัตถการ และใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) อย่างถูกต้อง หากเลือกฉีดที่ใจรักษ์คลินิก จะมีการเลือกใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์ที่ได้มาตรฐานและสามารถตรวจสอบได้

แต่หากเลือกใช้บริการกับผู้ที่ไม่ใช่แพทย์ หรือใช้ผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้รับอนุญาต อาจเกิดอันตรายและผลข้างเคียงได้ เช่น

  • ปวด บวม บริเวณที่ฉีด
  • เกิดอาการปวดหัว
  • หนังตากตก คิ้วโก่ง
  • ใบหน้าเบี้ยว ไม่เท่ากัน
  • ติดเชื้อบริเวณที่ฉีด

หากตัวยากระจายไปในส่วนที่ไม่ต้องการ อาจทำให้เกิดอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง มีปัญหาการมองเห็น การพูด การกลืน หรือการหายใจได้ 

ข้อควรระวัง: สตรีมีครรภ์หรือผู้ที่กำลังให้นมบุตร ไม่ควรเข้ารับบริการ

เลือกโบท็อกซ์ของอะไรดี ? สรุปข้อมูลโบท็อกซ์ยอดนิยมก่อนตัดสินใจใช้บริการ

ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์หลายแบรนด์ให้เลือกใช้ หากยังไม่รู้ว่าจะเลือกฉีดโบท็อกซ์ยี่ห้อไหนดี Jairuk Clinic ได้รวบรวม 7 ยี่ห้อที่ได้รับความนิยมมาไว้ให้พิจารณา ดังนี้

1. โบท็อกซ์ Allergan

โบท็อกซ์ความเข้มข้นสูงจากอเมริกา มีความนิยมในระดับท็อบของโลก เนื่องจากเป็นยี่ห้อแรกที่คิดค้น Botulinum Toxin และได้รับการรับรองจาก อย. อเมริกา (US FDA)  โดยตัวยามีความบริสุทธิ์มากถึง 99.5% อยู่ได้นาน 6-8เดือน

2. โบท็อกซ์ Dysport

เป็นโบท็อกซ์สัญชาติอังกฤษ เหมาะกับการฉีดเพื่อยกกระชับหน้าโดยใช้เทคนิค  ABO Lifting หรือบางครั้ง เรียกว่า โบท็อกซ์ ABO โดยจุดเด่นของตัวนี้คือ การกระจายตัวได้กว้าง ทำให้เห็นผลรวดเร็ว พร้อมทั้งทำให้เกิด lifting effect ทำให้ผิวหน้ามีการถูกกระตุ้นคอลลาเจน อยู่ได้นาน 6-8 เดือน เห็นผลเร็วภายใน 24 ชั่วโมง มีงานวิจัยรองรับด้าน lifting effect

3. โบท็อกซ์ Xeomin

โบท็อกซ์จากเยอรมนีที่มีความบริสุทธิ์สูงถึง 100% ปราศจากโปรตีนเจือปน จึงเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมสำหรับผู้ที่กังวลเรื่องภาวะดื้อโบท็อกซ์ มีระยะเวลาคงสภาพประมาณ 8 เดือน – 1 ปี

4. โบท็อกซ์ BTXA

เป็นโบสัญชาติฮ่องกง ที่คิดค้นโดย Prof. Hiroshi Sugiyama, Dr.Yinchun Wang และ Dr. Alan Brown Scott  ถูกจัดจำหน่ายมากกว่า 30 ประเทศ  อยู่ได้นาน  4-6 เดือน

5. โบท็อกซ์ Nabota 

เป็นโบท็อกซ์เกาหลี ยี่ห้อเดียวที่ได้รับรอง อย จากอเมริกา ความบริสุทธิ์ของตัวยาอยู่ที่ 98.7%  โดยโบท็อกซ์ตัวนี้จะเห็นผลไวกว่ายี่ห้ออื่น อยู่ได้นาน 4-6 เดือน

6. โบท็อกซ์ Aestox

เป็นโบท็อกซ์เกาหลีอีกตัวที่นิยมมาก เเละได้รับรอง อย.จากเกาหลี มีความตึงไม่มากจนเกินไปจนเกินธรรมชาติ ตัวยามีความบริสุทธิมากถึง 99.5% อยู่ได้นาน 4-6 เดือน

7. โบท็อกซ์ Hugel

ตัวนี้เด่นเรื่องเห็นผลไวเเต่ข้อเสียจะอยู่ได้ไม่นาน โดย โบท็อกซ์ Hugel นั้นเป็นสัญญชาติเกาหลี ที่ผลิตและพัฒนาโดยบริษัท Hugel Inc. (เกาหลีใต้) เจ้าของเดียวกับ Butolax Aestox

อ่านเพิ่มเติมที่: โบท็อกซ์ยี่ห้อไหนดีที่สุด ? ระหว่างอเมริกา เกาหลี อังกฤษ และเยอรมัน 

ยี่ห้อโบท็อกซ์

สัญชาติ

จุดเด่น

ระยะเวลาคงสภาพโดยประมาณ

Allergan

อเมริกา

บริสุทธิ์สูง นิยมระดับสากล โอกาสดื้อยาน้อย

6 – 8 เดือน

Dysport

อังกฤษ

กระจายตัวดี เหมาะสำหรับเทคนิค Lifting กระชับหน้า

6 – 8 เดือน

Xeomin

เยอรมนี

ไร้โปรตีนเจือปน เหมาะกับผู้ที่กังวลเรื่องการดื้อยา

8 เดือน – 1 ปี

BTXA

ฮ่องกง

มาตรฐานสากล นิยมใช้ปรับรูปหน้าและริ้วรอย

4 – 6 เดือน

Nabota

เกาหลี

ผ่าน อย. อเมริกา (US FDA) ออกฤทธิ์ไว

4 – 6 เดือน

Aestox

เกาหลี

เน้นงานผิวดูเป็นธรรมชาติ ไม่แข็งตึง

4 – 6 เดือน

Hugel

เกาหลี

ออกฤทธิ์ไว เห็นการเปลี่ยนแปลงได้รวดเร็ว

4 – 6 เดือน

ทำโปรแกรมฉีดโบท็อกซ์กี่วันเห็นผล ?

โดยทั่วไปหากเป็นบริเวณริ้วรอยเล็ก ๆ มักเริ่มสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในช่วง 3-7 วันหลังฉีด ส่วนบริเวณกล้ามเนื้อมัดใหญ่อย่างกล้ามเนื้อกราม อาจใช้เวลาประมาณ 1-2 สัปดาห์ถึงจะเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น ทั้งนี้ผลจากการเข้ารับการรักษาพยาบาลเป็นผลที่เกิดขึ้นสำหรับผู้ป่วยเฉพาะราย

ภาวะดื้อโบท็อกซ์ คืออะไร ?

ภาวะดื้อโบท็อกซ์ คือ อาการที่ฉีดโบท็อกซ์เข้าไปแล้วร่างกายตอบสนองน้อยลง หรือไม่เห็นผลลัพธ์ตามที่ควรจะเป็น บางรายอาจคงสภาพได้เพียง 1-2 เดือน สาเหตุหลักมักเกิดจากการได้รับผลิตภัณฑ์ที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ผ่าน อย. หรือมีการฉีดในปริมาณที่มากเกินความจำเป็นอย่างต่อเนื่อง

ใครบ้างที่ควรฉีดโบท็อกซ์ ?

บุคคลที่ควรฉีดโบท็อกซ์มีดังนี้

  • บุคคลที่ต้องการแก้ไขรูปหน้าที่เกิดจากกล้ามเนื้อกรามใหญ่
  • บุคคลที่อยากลดริ้วรอยก่อนวัย
  • บุคคลที่กรอบหน้าไม่ชัด

ปริมาณยูนิตที่แนะนำในแต่ละจุดฉีดโบท็อกซ์ 

การฉีดโบท็อกซ์สามารถทำได้หลายบริเวณทั่วร่างกาย โดยปริมาณยูนิตที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับการประเมินของแพทย์ ขนาดของกล้ามเนื้อ และปัญหาของแต่ละบุคคลเป็นหลัก สำหรับปริมาณยูนิตเบื้องต้นที่แนะนำในแต่ละบริเวณ มีดังนี้

  • ระหว่างคิ้ว (ประมาณ 10 – 25 ยูนิต) : ช่วยลดรอยพับหรือรอยย่นลึกจากการขมวดคิ้วบ่อย ๆ ทำให้ใบหน้าดูผ่อนคลาย ไม่ดูดุ และดูสดใสขึ้น
  • หางตา (ประมาณ 10 – 25 ยูนิต) : ช่วยคลายกล้ามเนื้อรอบดวงตา ลดริ้วรอยเวลาแสดงอารมณ์ ทำให้ผิวรอบดวงตาดูอ่อนเยาว์
  • ใต้ตา (ประมาณ 10 – 25 ยูนิต ) : ช่วยลดเลือนริ้วรอยเล็ก ๆ (Fine lines) บริเวณใต้ตาให้ดูตึงและเรียบเนียนขึ้น
  • ตีนกา (ประมาณ 10 – 25 ยูนิต) : ช่วยจัดการรอยย่นลึกบริเวณหางตาที่มักจะเห็นได้ชัดเจนเวลาฉีกยิ้มกว้าง
  • ร่องแก้ม (ประมาณ 2 – 5 ยูนิต) : โดยปกติแล้วปัญหาร่องแก้มลึกมักจะนิยมแก้ไขด้วยการฉีดฟิลเลอร์มากกว่า แต่ในบางกรณีแพทย์อาจใช้โบท็อกซ์ปริมาณน้อยมาก ๆ เพื่อช่วยคลายกล้ามเนื้อส่วนบนที่ดึงรั้งร่องแก้มเวลาที่ยิ้ม
  • คอ (ประมาณ 30 – 50 ยูนิต) : นิยมใช้สำหรับเทคนิคการลิฟต์คอ (Nefertiti Lift) เพื่อลดรอยย่นบริเวณเส้นคอ และช่วยยกกระชับผิวลำคอที่หย่อนคล้อยให้ดูตึงกระชับขึ้น
  • หน้าผาก (ประมาณ 10 – 30 ยูนิต) : ช่วยลดเลือนริ้วรอยย่นเป็นเส้น ๆ บนหน้าผากที่เกิดจากการเลิกคิ้ว ทำให้ผิวหน้าผากตึงกระชับอย่างเป็นธรรมชาติ
  • รักแร้ (ประมาณ 50 – 100 ยูนิต) : การฉีดบริเวณนี้จะช่วยยับยั้งการทำงานของต่อมเหงื่อ เหมาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเหงื่อออกเยอะบริเวณรักแร้ และช่วยลดปัญหาเรื่องกลิ่นตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หมายเหตุ : ปริมาณยูนิตดังกล่าวเป็นเพียงการประมาณการเบื้องต้น ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินปริมาณยาที่เหมาะสมกับสภาพผิวและกล้ามเนื้อของแต่ละบุคคลก่อนตัดสินใจ

เตรียมตัวก่อน – หลังทำโปรแกรมฉีดโบท็อกซ์

การเตรียมตัวก่อนฉีด

  • งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก่อนเข้ารับบริการอย่างน้อย 24 ชั่วโมง
  • งดวิตามินหรืออาหารเสริมที่ส่งผลให้เลือดหยุดไหลยาก (เช่น วิตามินอี, น้ำมันปลา)
  • งดยาแก้ปวดในกลุ่ม NSAIDs
  • เตรียมร่างกายและพักผ่อนให้เพียงพอ

ข้อควรระวังหลังฉีดโบท็อกซ์ที่อาจทำให้ตัวยาเสื่อมสภาพ

  • เลี่ยงการสัมผัสใบหน้า
  • เลี่ยงการนอนราบ
  • เลี่ยงการสัมผัสความร้อนบริเวณใบหน้า เช่น การทำ เลเซอร์ อบซาวน์น่า ล้างหน้าด้วยน้ำอุ่น
  • ห้ามทานแอลกอฮอล์  ชาบู หมูกระทะ(เตาร้อน) ของหมักดอง  เเละอาหารรสจัด
  • งดสูบบุหรี่
  • ห้ามรับประทานยาที่ส่งผลต่อการแข็งตัวต่อเลือด   

จัดการริ้วรอย ลดกราม กรอบหน้าชัด ด้วยโปรแกรมฉีดโบท็อกซ์ที่ Jairuk Clinic

ปัญหาริ้วรอยร่องลึก กรามใหญ่ และกรอบหน้าไม่ชัด สามารถดูแลและจัดการได้อย่างตรงจุดด้วยโปรแกรมฉีดโบท็อกซ์ ที่ Jairuk Clinic เรามีทีมแพทย์ความงามที่พร้อมประเมินโครงหน้าและกล้ามเนื้ออย่างละเอียด เพื่อออกแบบการดูแลเฉพาะบุคคล พร้อมเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุญาตจาก อย. อย่างถูกต้อง เพื่อผลลัพธ์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ปลอดภัย และตอบโจทย์ความมั่นใจในแบบของคุณ

สามารถนัดหมายเพื่อปรึกษาได้ที่

  • สาขาเกษตรนวมินทร์ โทร. 062-848-7799
  • สาขางามวงศ์วาน โทร. 093-636-5153
  • สาขาราชเทวี โทร. 062-747-1222

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโปรแกรมฉีดโบท็อกซ์ (FAQs)

สามารถแต่งหน้า ทาครีมบำรุง หรือล้างหน้าได้ตามปกติหลังเข้ารับบริการ แต่ควรทำอย่างเบามือ หลีกเลี่ยงการกด นวด ทา หรือถูแรง ๆ บริเวณที่ฉีดในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก เพื่อป้องกันไม่ให้ตัวยากระจายไปยังกล้ามเนื้อมัดอื่นที่ไม่ต้องการ

เข็มที่ใช้สำหรับฉีดโบท็อกซ์จะมีขนาดเล็กมาก และก่อนเริ่มขั้นตอนการฉีด จะมีการประคบเย็นหรือทายาชาเพื่อช่วยลดความรู้สึก ทำให้ระหว่างทำจะรู้สึกเพียงแค่ตึง ๆ หรือเหมือนมดกัดเล็กน้อยเท่านั้น ซึ่งอยู่ในระดับที่สามารถทนได้สบาย

เมื่อตัวยาเริ่มสลายตัวและหมดฤทธิ์ลง กล้ามเนื้อบริเวณนั้นจะค่อย ๆ กลับมาขยับได้ตามปกติ ทำให้ริ้วรอยค่อย ๆ กลับมาปรากฏในสภาพเดิมเหมือนช่วงก่อนฉีด ไม่ได้ทำให้ริ้วรอยลึกขึ้น หน้าเหี่ยวลง หรือดูแย่กว่าเดิมแต่อย่างใด

ระยะเวลาคงสภาพของโบท็อกซ์โดยทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 4-8 เดือน ซึ่งอาจแตกต่างกันไปตามยี่ห้อที่เลือกใช้ สภาพผิว และการดูแลตัวเอง หากเริ่มสังเกตเห็นว่ากล้ามเนื้อกลับมาขยับได้มาก หรือริ้วรอยเริ่มกลับมาปรากฏชัดเจนขึ้น สามารถกลับมาพบแพทย์เพื่อประเมินและพิจารณาการฉีดซ้ำเพื่อคงผลลัพธ์อย่างต่อเนื่องได้

เรื่องล่าสุด