Key takeaway :
ปัญหาปากไม่เท่ากันหลังทำศัลยกรรม จนทำให้ปากบางเกินไป มุมปากตก หรือทรงปากไม่สมมาตร สามารถแก้ไขได้ด้วยการฉีดฟิลเลอร์ปาก ซึ่งเป็นวิธีแก้ไขแบบไม่ต้องผ่าตัด เพราะด้วยคุณสมบัติของฟิลเลอร์ที่เป็นสารเติมเต็มประเภท Hyaluronic Acid จึงสามารถช่วยปรับแต่งรูปทรง เติมเต็มเนื้อเยื่อส่วนที่ขาด ยกมุมปากให้ดูสมดุล ที่สำคัญเห็นผลลัพธ์ได้ทันที แต่ก็ควรเลือกทำกับแพทย์ที่ดูแลทุกเคสด้วยความใส่ใจ ควบคู่ไปกับการประเมินอย่างละเอียดก่อนการรักษา เพื่อออกแบบรูปปากให้เหมาะกับแต่ละบุคคลและความชื่นชอบ
“เคยทำศัลยกรรมปากมาแล้วแต่ผลลัพธ์ไม่เป็นอย่างที่หวังใช่ไหม ?”
บางคนเจอปัญหาปากบางเกินไป จนมุมปากไม่เท่ากัน หรือรูปทรงปากดูไม่สมมาตรจนขาดความมั่นใจ ซึ่งการมีริมฝีปากที่ได้สัดส่วน สมดุล รับกับใบหน้า เป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ช่วยเสริมบุคลิกภาพและความมั่นใจ แต่เมื่อผลลัพธ์ไม่เป็นไปตามที่คาดหวัง ก็อาจทำให้เกิดคำถามว่าถ้าอยากแก้ไขให้ปากดูสมส่วนและเป็นธรรมชาติควรทำอย่างไร และถ้าหากไม่อยากผ่าตัดซ้ำ ยังมีทางเลือกอื่น ๆ อีกหรือไม่ ?
เข้าใจปัญหาปากไม่เท่ากันหลังศัลยกรรม
การศัลยกรรมริมฝีปาก ไม่ว่าจะเป็นการทำปากกระจับ หรือการลดขนาดริมฝีปาก เป็นงานศิลปะบนใบหน้าที่มีความละเอียดอ่อนสูงมาก หากเกิดข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็อาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมของใบหน้าได้อย่างชัดเจน
ปากไม่เท่ากัน เกิดจากอะไร ?
สาเหตุที่พบบ่อยของปัญหาปากไม่เท่ากันหลังทำศัลยกรรมปาก ได้แก่
- การตัดเนื้อเยื่อริมฝีปากออกมากเกินไป : แพทย์อาจคำนวณสัดส่วนผิดพลาด หรือความต้องการของคนไข้ที่อยากได้ปากบางมาก จนทำให้เนื้อปากเหลือน้อยเกินไป ส่งผลให้ปากดูไม่ได้รูป หรือบางจนเสียทรง
- โครงสร้างกล้ามเนื้อและการเย็บแผล : การเย็บปิดแผลที่ตึงเกินไป หรือการทำลายกล้ามเนื้อรอบริมฝีปาก อาจทำให้การเคลื่อนไหวของปากดูเบี้ยวเวลาพูด หรือยิ้ม
- การเกิดพังผืด : หลังผ่าตัด ร่างกายจะสร้างเนื้อเยื่อพังผืดขึ้นมาใต้ผิวหนัง หากพังผืดหดรัดตัวไม่เท่ากัน จะดึงรั้งให้ริมฝีปากดูบิดเบี้ยว หรือเป็นคลื่น
- ความไม่สมมาตรเดิมของโครงหน้า : บางครั้งพื้นฐานโครงสร้างกราม หรือฟันของคนไข้ไม่เท่ากันอยู่แล้ว แต่เมื่อศัลยกรรมตัดเนื้อปากออกไป ความไม่เท่ากันเหล่านั้นจึงเด่นชัดขึ้นกว่าเดิม
ลักษณะปัญหาที่พบบ่อย
- ริมฝีปากบนบางเกินไป : จนดูไม่มีวอลลุ่ม หรือเห็นฟันและเหงือกชัดเกินไปเวลาพูด
- มุมปากไม่เท่ากัน : ข้างหนึ่งยก อีกข้างหนึ่งตก ทำให้ใบหน้าดูเศร้าหรือดูบึ้งตึงตลอดเวลา
- ยิ้มไม่เท่ากัน : แม้เวลาอยู่นิ่งปากจะดูเท่ากัน แต่เมื่อขยับกล้ามเนื้อเพื่อยิ้ม ริมฝีปากจะยกตัวขึ้นไม่พร้อมกัน หรือยกขึ้นเพียงข้างเดียว ทำให้ยิ้มแล้วปากเบี้ยว
- รอยหยักปากกระจับไม่กึ่งกลาง : ติ่งกระจับอยู่เยื้องไปทางซ้าย หรือขวา ทำให้ดูปากเบี้ยว
- ริมฝีปากเป็นคลื่น : ผิวสัมผัสไม่เรียบเนียน มีรอยบุ๋ม หรือรอยนูนจากการตัดเย็บที่ไม่สม่ำเสมอ
ผลกระทบที่เกิดขึ้น
แม้ปัญหาปากไม่เท่ากันจะดูเป็นเรื่องเล็กสำหรับบางคน แต่สำหรับผู้ที่ต้องพบปะผู้คนบ่อย หรือให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ ปัญหานี้อาจส่งผลต่อความมั่นใจ เพราะส่งผลต่อการแสดงออกทางสีหน้า ไปจนถึงบุคลิกภาพโดยรวม หลายคนจึงเริ่มมองหาวิธีแก้ไขที่ไม่ต้องผ่าตัดซ้ำและมีความเสี่ยงน้อยกว่า
โปรแกรมฟิลเลอร์ปาก ช่วยแก้ปัญหาได้อย่างไร ?
หากกำลังกังวลว่าปากไม่เท่ากันแก้ยังไง แบบที่ไม่ต้องผ่าตัดซ้ำ หนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยม คือการฉีดฟิลเลอร์ปาก ซึ่งเป็นการใช้สารเติมเต็มประเภท Hyaluronic Acid (HA) เพื่อปรับรูปทรง เพิ่มวอลลุ่ม สร้างความสมดุลให้ริมฝีปาก
ฟิลเลอร์ปาก คืออะไร ?
ฟิลเลอร์ปากคือสารเติมเต็มที่มีคุณสมบัติอุ้มน้ำ ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นและความยืดหยุ่นให้ผิว สามารถปรับรูปทรงริมฝีปากให้ดูอิ่มฟูและเป็นธรรมชาติ จุดเด่นคือไม่ต้องผ่าตัดและสามารถปรับแต่งได้อย่างละเอียดในแต่ละตำแหน่ง
ในกรณีที่ปากไม่เท่ากันจากการศัลยกรรม แพทย์สามารถใช้ฟิลเลอร์เพื่อช่วยแก้ไขในแต่ละจุดได้ เช่น
- เติมเต็มเนื้อปากส่วนที่แหว่ง : สำหรับคนที่ตัดปากมาแล้วเนื้อหายไปบางจุด แพทย์สามารถใช้ฟิลเลอร์ค่อย ๆ ปั้นทรงให้กลับมาดูเต็มเท่ากันทั้งสองข้าง
- ปรับแต่งขอบปาก : สร้างขอบปากให้ชัดเจนขึ้น ช่วยให้รูปปากที่เคยดูเบลอ หรือผิดรูปจากการผ่าตัดดูคมชัดเป็นทรงมากขึ้น
- ยกรวมมุมปาก : แก้ไขปัญหามุมปากตก หรือมุมปากไม่เท่ากัน เพื่อช่วยยกให้ดูยิ้มขึ้นและมีความสมมาตร
- เพิ่มวอลลุ่มให้ริมฝีปากบน : สำหรับเคสที่ปากบางจนเกินไป การเติมฟิลเลอร์จะช่วยให้ปากดูอิ่มเอิบ ลดการเห็นเหงือก ทำให้ใบหน้าดูเด็กลง
การฉีดฟิลเลอร์สามารถทำแบบเฉพาะจุดได้ ซึ่งเหมาะมากสำหรับการแก้ไขความไม่สมดุลที่เกิดขึ้นจากการทำศัลยกรรม
ข้อดีของการใช้ฟิลเลอร์แก้ปัญหาปากจากการศัลยกรรม
- ไม่ต้องผ่าตัดซ้ำ : การผ่าตัดแก้ปากมีความซับซ้อนและเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นมากกว่าเดิม การใช้ฟิลเลอร์จึงเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยกว่า
- เห็นผลทันที : สามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงของรูปปากได้ค่อนข้างชัดเจนหลังทำ
- ปรับแต่งได้ละเอียด : แพทย์สามารถควบคุมปริมาณฟิลเลอร์ในแต่ละจุด เพื่อให้ได้ความสมมาตรที่สมบูรณ์ที่สุด
- สลายได้เอง : หากไม่พอใจในอนาคต หรือต้องการปรับเปลี่ยนทรงใหม่ สาร HA สามารถฉีดสลายออกได้ 100%
กรณีที่ฟิลเลอร์ช่วยได้และกรณีที่อาจไม่เหมาะ
ฟิลเลอร์เหมาะกับกรณีที่ปากไม่เท่ากันจากปริมาณเนื้อที่ไม่สมดุล หรือรูปทรงที่ยังสามารถเติมเต็มได้ แต่ในกรณีที่มีพังผืดหนา แผลเป็นแข็ง หรือโครงสร้างเสียหายมาก อาจต้องใช้วิธีอื่นร่วมด้วย เช่น การผ่าตัดแก้ไขเฉพาะจุดควบคู่กับฟิลเลอร์

สิ่งที่ควรรู้ก่อนฉีดฟิลเลอร์แก้ปากไม่เท่ากันจากการศัลยกรรม
เนื่องจากริมฝีปากที่เคยผ่านการศัลยกรรมมาแล้วมีโครงสร้างซับซ้อนกว่าปกติ การฉีดฟิลเลอร์จึงต้องอาศัยการประเมินอย่างละเอียด
ปรึกษาและประเมินโดยแพทย์ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์เฉพาะตามแต่ละบุคคล
เนื่องจากเนื้อเยื่อปากที่ผ่านการผ่าตัดจะมี “พังผืด” อยู่ภายใน แพทย์ต้องสามารถวางตำแหน่งเข็มได้อย่างแม่นยำ เพื่อไม่ให้สารเติมเต็มไปอุดตันเส้นเลือด หรือไปกองรวมกันจนเป็นก้อน การประเมินโครงสร้างปากก่อนฉีดจึงสำคัญที่สุด โดยจะต้องพิจารณาทั้งรูปทรงปากเดิม ลักษณะแผลผ่าตัดเดิม ความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อ รวมถึงการทำงานของกล้ามเนื้อรอบปาก เพื่อวางแผนการฉีดให้เหมาะสมที่สุด
การเลือกชนิดฟิลเลอร์
ในปัจจุบันฟิลเลอร์ที่ได้รับความนิยมระดับโลกและผ่าน อย. ไทย จะมีคุณสมบัติที่แตกต่างกันไปตามเทคโนโลยีการผลิต โดยมีแบรนด์ยอดนิยม เช่น
- Restylane โดดเด่นด้วยเทคโนโลยี OBT (Optimal Balance Technology) ที่ทำให้เนื้อเจลมีความยืดหยุ่นสูงมาก (Flexibility) ขยับไปตามการเคลื่อนไหวของริมฝีปากได้ดีที่สุด
- Juvederm ใช้เทคโนโลยี Vycross ซึ่งเด่นเรื่องการผสมผสานไฮยาลูรอนิกแอซิดโมเลกุลต่ำและสูงเข้าด้วยกัน ทำให้เนื้อฟิลเลอร์เนียนเรียบและบวมน้อย
- Belotero ใช้เทคโนโลยี CPM (Cohesive Polydensified Matrix) ที่โดดเด่นเรื่องการกลืนตัวไปกับเนื้อเยื่อเดิม
ความคงทนของผลลัพธ์และการดูแลหลังฉีด
ผลลัพธ์ของการฉีดฟิลเลอร์ปากโดยทั่วไปจะอยู่ได้ประมาณ 6-12 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดฟิลเลอร์และการดูแลหลังทำ เช่น การหลีกเลี่ยงความร้อน การดื่มน้ำให้เพียงพอ การไม่กดนวดบริเวณปากในช่วง 2 สัปดาห์แรก
ข้อควรระวัง
หากปัญหาปากไม่เท่ากันเกิดจากพังผืดหรือแผลผ่าตัดเก่าที่แข็งตัวมาก การฉีดฟิลเลอร์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ จำเป็นต้องให้แพทย์ประเมินแนวทางแก้ไขที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล
แก้ไขปัญหาปากไม่เท่ากันให้สมดุล เสริมความมั่นใจที่ Jairuk Clinic
หากคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังทุกข์ใจกับปัญหา ปากไม่เท่ากัน จากผลพวงของการศัลยกรรม และต้องการเปลี่ยนจากปากที่ดูผิดรูปให้กลับมาสวยอิ่มเอิบ สมส่วน และดูเป็นธรรมชาติอีกครั้ง
สำหรับผู้ที่ต้องการปรับรูปปากที่ไม่เท่ากันจากการทำศัลยกรรม ให้ดูเรียบเนียนและดูสมส่วน สามารถเข้ารับบริการโปรแกรมการฉีดฟิลเลอร์ปากอิ่มฟูได้ที่ Jairuk Clinic เพราะเราเข้าใจดีว่ารูปปากของแต่ละคนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยเฉพาะในเคสงานแก้ที่ต้องใช้ความละเอียดประณีตสูง ทีมแพทย์ของเราจึงเน้นการวิเคราะห์โครงหน้าแบบองค์รวมและประเมินเนื้อเยื่ออย่างละเอียดก่อนเริ่มทุกเคส เพื่อให้ผลลัพธ์ออกมาสวยงามอย่างมั่นใจ โดยสามารถนัดหมายเพื่อปรึกษาได้ที่
- สาขาเกษตรนวมินทร์ โทร. 062-848-7799
- สาขางามวงศ์วาน โทร. 093-636-5153
- สาขาราชเทวี โทร. 062-747-1222
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ แก้ปากไม่เท่ากัน (FAQs)
Q: โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์แก้ปากไม่เท่ากัน จะเจ็บกว่าโปรแกรมฉีดปากปกติไหม ?
A: ความรู้สึกไม่ต่างจากการฉีดฟิลเลอร์ปากปกติ เนื่องจากในตัวฟิลเลอร์มาตรฐานส่วนใหญ่จะมียาชาผสมอยู่และมีการแปะยาชาก่อนทำ แต่อาจต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษในจุดที่มีพังผืดจากการผ่าตัดเดิม
Q: ต้องรอหลังผ่าตัดนานแค่ไหน ถึงจะใช้โปรแกรมฟิลเลอร์แก้ปากไม่เท่ากันจากการทำศัลยกรรมได้ ?
A: โดยทั่วไปควรรอให้แผลจากการผ่าตัดหายสนิทและเนื้อเยื่อภายในเข้าที่ก่อน ซึ่งมักจะใช้เวลาประมาณ 3-6 เดือน เพื่อให้แพทย์ประเมินรูปทรงที่แท้จริงก่อนทำการเติมฟิลเลอร์
Q: ถ้ามีพังผืดหนามากจากการศัลยกรรม จะยังสามารถใช้โปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ได้อยู่ไหม ?
A: สามารถฉีดได้ แต่ต้องให้แพทย์ประเมินความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อก่อน ในบางเคสแพทย์อาจต้องใช้เทคนิคพิเศษเพื่อเลี่ยง หรือสลายพังผืดบางส่วน เพื่อให้เนื้อฟิลเลอร์กระจายตัวได้เนียนเรียบไม่เป็นก้อน
Q: หากทำการปรับแก้ปากไม่เท่ากันด้วยโปรแกรมฉีดฟิลเลอร์ไปแล้ว แต่ถ้ายังดูไม่เท่ากันสามารถเติมเพิ่มได้อีกเมื่อไหร่ ?
A: ปกติแล้วหลังฉีดฟิลเลอร์ปากจะมีการบวมประมาณ 3-7 วัน แนะนำให้รอประมาณ 1-2 สัปดาห์เพื่อให้ฟิลเลอร์เซตตัวและยุบบวมสนิทก่อน หลังจากนั้นหากต้องการปรับจูนความละเอียดเพิ่มเติมก็สามารถทำได้

เราเป็นคลินิคดูแลความงามครบวงจร ด้วยอุดมการณ์ที่จะมอบบริการที่ดีที่สุดให้ผู้เข้ารับบริการดูดีมากที่สุด ในแบบที่คงความเป็นตัวของคุณเอง ช่วยเสริมความมั่นใจในแบบที่เป็นธรรมชาติ เน้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะบุคคล ที่ตอบโจทย์ผู้เข้ารับบริการที่มีปัญหารูปหน้าแตกต่างกันออกไป ไม่มีการขายคอร์สเกินความจำเป็นให้กังวลใจ